Showing posts with label thai tradition. Show all posts
Showing posts with label thai tradition. Show all posts

Tuesday, July 23, 2013

ประเพณีแห่เทียนพรรษา wax festival (candle festival)

ประเพณีแห่เทียนพรรษามีต้นกำเนิดจากความเชื่อในเรื่องการถวายเทียนพรรษาให้แก่วัด ซึ่งเป็นโบราณประเพณีที่ทำสืบๆ มาเป็นเวลาช้านาน เมื่อถึงฤดูเข้าพรรษา ภิกษุทั้งปวงต้องจำพรรษาในวัดเป็นเวลา 3 เดือน พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงได้จัดทำให้เป็นกุศลพิธีขึ้น เมื่อได้นำเทียนไปถวายพระสงฆ์แล้ว ท่านก็จะได้จุดบูชาต่อหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ต่อมาจึงเริ่มมีการประกวดด้านการตกแต่งและประดับต้นเทียนกันของชุมชนต่าง ๆ จึงทำให้เกิดเป็นประเพณีแห่เทียนพรรษาขึ้น
ชาวอุบลราชธานี ได้ทำต้นเทียนประกวดประชันความวิจิตรบรรจงกัน ตั้งแต่ พ.ศ.2470 จนเมื่อปี พ.ศ.2520 จังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดงานสัปดาห์ประเพณีแห่เทียนพรรษา ให้เป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่และมโหฬาร สถานที่จัดงานคือ บริเวณทุ่งศรีเมืองและศาลาจตุรมุข มีการประกวดต้นเทียน 2 ประเภท คือ ประเภทติดพิมพ์ และประเภทแกะสลัก โดยขบวนแห่จากคุ้มวัดต่างๆ พร้อมนางฟ้าประจำต้นเทียน จะเคลื่อนขบวนจาก หน้าวัดศรีอุบลรัตนาราม ไปตามถนน มาสิ้นสุดขบวนที่ทุ่งศรีเมือง และการแสดงสมโภชต้นเทียน แลเป็นแสงไฟต้องลำเทียนงามอร่ามไปทั้งงานงานประเพณีแห่เทียนพรรษา มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งขนมธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดอุบลราชธานี อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ชุมชนคนบ้านเทียนในจังหวัดไว้ เพื่อให้มีการสืบต่อความรู้และทักษะในการตกแต่งเทียนพรรษาในช่วงก่อนวันเข้าพรรษา ชาวชุมชนคนบ้านเทียนต่าง ๆ เช่น ชุมชนวัดทุ่งศรีเมือง ชุมชนวัดศรีอุบลรัตนาราม เป็นต้น จะมารวมตัวกันเพื่อประดิษฐ์ลวดลายสำหรับประดับต้นเทียนพรรษา เมื่อถึงวันงานก็จะมีการเคลื่อนย้ายต้นเทียนไปสู่ทุ่งศรีเมือง โดยมีคณะกลองยาวนำขบวนไปการถ่ายทอดเกิดขึ้นขณะที่คนในชุมชนมารวมตัวกันเพื่อทำเทียน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่จะมาเรียนรู้และฝึกร่วมกัน งานประเพณีแห่เทียนของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นงานใหญ่ประจำปีงานหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าดังไปทั่วโลก คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจและรู้สึกภาคภูมิใจกับงานประเพณีนี้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกิดความเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี


The candle festival is held in several provinces in Thailand in observance of the annual three-month Buddhist Lent, or Buddhist Rains Retreat. But this festival in the northeastern province of Ubon Ratchathani is unique, as it is held on a grand scale and attracts a great many Thai and international tourists.
The year 2013 marks the 112th anniversary of the Ubon Ratchathani Candle Festival, which reflects age-old traditions and beliefs of the Thai people.

From 10 to 22 July, the Tourism Authority of Thailand is arranging tour programs for tourists to visit several candle communities in Ubon Ratchathani, where they may take part in wax candle carving. The highlight of the festival is scheduled for 20-23 July at Thung Si Mueang Park, which is a major location for the candle procession.

The festival includes a light and sound show, a bazaar of community products, a food fair, a candle procession, and various categories of candle carving. The candles awarded first prizes at the contests will be exhibited in front of the Ubon Ratchathani Municipality Office from 23 to 25 July for everyone to admire.

Larger and taller candles can be carved into figures of mythological creatures, such as the garuda, half bird, half man, and the naga, a guardian serpent. They are usually decorated with intricate Thai designs.

Ubon Ratchathani Governor Wanchai Suthivorachai said that the Ubon Ratchathani Candle Festival in 2013 is special as visitors would see the world’s first lenten candle made from aromatic beeswax, apart from other elaborate wax carvings. The 14-meter-long aromatic candle is made by the Wat Mueang Det community in Det Udom district. Aromatic beeswax candles are one of the famous One Tambon, One Product, or OTOP, products in this province.

Ubon Ratchathani is noted for quality beeswax, and candle crafting is a delicate art, making a name for this province. The celebration of the candle festival in Ubon Ratchathani has continued from generation to generation. It is meant to pay tribute to the Triple Gem in Buddhism, which includes the Buddha, his teachings, or Dhamma, and his disciples, or the Sangha.

It has long been a tradition for local people to offer carved beeswax candles to temples to celebrate the first day of Buddhist Lent, which, this year, falls on 23 July after Asalha Buja on 22 July. Both Asalha Puja and Buddhist Lent are important occasions, when Buddhists perform merit making and practice Dhamma for peace and happiness.


ภาพตัวอย่างในงาน(photos of candle festival)








ขอขอบคุณ
-http://thailand.prd.go.th
-http://www.m-culture.in.th/
-https://www.facebook.com/UbonWaxFest

Monday, July 22, 2013

วันนี้ตรงกับวันอาสาฬหบูชา Asalha Puja Day


There are two Buddhist holy days in July. Asaha Puja Day or Sangha Day and the beginning of Buddhist Lent, Wan Khao Punsa.

They are official holidays in Thailand and many people go to temples for special ceremonies.

'Asaha' means the eighth lunar month and Asaha Puja means the ceremony in the eighth lunar month.

On the full moon day of the eighth lunar month, the Lord Buddha gave his first sermon and one of his followers became the first Buddhist monk. The followers of the Buddha are together called the Sangkha, and that is why Asaha Puja is called 'Sangha Day'.

During his first sermon, the Buddha talked about 'The Middle Way', which means that we should try hard enough but not to hard. If we wish to be successful in Spiritual life, we should avoid the two extremes: 1. Trying too hard, such as not eating or not sleeping enough and 2. Not trying hard enough, such as eating and sleeping too much.

He also spoke about the Noble Eightfold Path. This path tells us 1. live in a way that does not harm ourselves or others, 2. to help ourselves and others and 3. to purify the mind. He said

Do good:
Avoid evil:
And purify the mind.

He gave eight guidelines to help us to live i this way., and together they are called the Noble Eightfold Path. He advised people to speak and act and earn their living in good ways. He also advised them to practise meditation to purify their minds. Then they can get deep wisdom (Panya in Thai).

When people go to the temples on Asaha Puja Day and when they ordain as monks, novices or nuns, they try to live by the Noble Eightfold Path.

Thank you Engjang.com

ชุดไทยพระราชนิยม Formal Thai national costume


ชุดสตรีไทยพระราชนิยม หมายถึง ชุดแต่งกายประจำชาติ ของ สตรีไทย สวมใส่ ใน งานพิธี หรือ งานพระราชพิธ ีต่างๆ เช่น งาน พิธีหมั้น งานพิธี มงคลสมรส เป็นชุด ที่มี เอกลักษณ์ เฉพาะ มีหลายรูปแบบ ตัดเย็บ ด้วย ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าใยประดิษฐ์ อาจเป็น ผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้น เงินดิ้นทอง หรือ ผ้ายกดอก เต็มตัว ใช้วัสดุเกาะ เกี่ยวข้อง ที่เหมาะสม เช่น ซิป ตะขอ กระดุม ที่ห่อหุ้ม จากผ้า ตัวเสื้อ อาจตกแต่ง ให้สวยงาม ด้วย การปักมุก เลื่อม ลูกปัด

The formal Thai national costume, known in Thai as ชุดไทยพระราชนิยม (RTGS: chut Thai phra ratcha niyom, literally Thai dress of royal endorsement), includes several sets of clothing designed for use as national costume in formal occasions. Although described and intended for use as national costume, they are of relatively modern origins, having been conceived in the second half of the twentieth century.


ที่มาของชุดไทยพระราชนิยม
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชนิยม เรื่อง การใช้ ผ้าไทย มาตั้งแต่ ทรงพระเยาว์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา ฯ ประกาศหมั้น ครั้งนั้น ได้มี นักหนังสือพิมพ์ ชาวต่างประเทศ ขอสัมภาษณ์ ซึ่งพระองค์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จะสนับสนุน และ ส่งเสริมการแต่งกาย ที่เป็น แบบไทย เมื่อพระองค์ ยังเป็น พระคู่หมั้น ได้ใช้ ผ้าไทย และ ซิ่นไทย ส่วนชุดใน พระราชพิธี อภิเษกสมรส ได้ใช้ชุดที่ ตัดเย็บ ด้วย ผ้าไทย เมื่อพระราชพิธี ได้ผ่านไปแล้ว พระองค์ได้ทรง ปฏิบัติตาม พระราชปณิธาน ดังกล่าวต่อมา และได้มี เครื่องแต่งกาย แบบไทย ตาม พระราชนิยม ขึ้น ซึ่งกลายเป็น เอกลักษณ์ ทาง การแต่งกายประจำชาติ มาจนทุกวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมี พระราชดำริ เรื่องการ แต่งกายประจำชาติ ของสตรีไทย ตั้งแต่คราวเสด็จฯ เยือนประเทศ เพื่อนบ้าน เป็นครั้งแรก ในสมัยนั้นยังไม่มี ชุดไทย ต่างๆ ตามพระราชนิยม ได้ทรงคิดใช้ ไหมไทย ผ้าไทย และ ผ้ายก ต่างๆ มา ประดิษฐ์ตกแต่ง เป็น ฉลองพระองค์ เพื่อให้แสดงถึงของ ความเป็นไทย ทรงเจริญรอย สมเด็จพระพันปีหลวง สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ เรื่องการ ใช้ฉลองพระองค์ ทรงให้ ท่านผู้หญิง มณีรัตน์ บุนนาค ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ทางประวัติศาสตร์ และ การแต่งกาย ของ สตรีไทย สมัยโบราณ มาประยุกต์ และ ทรงกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ชื่อ ชุดไทย นี้ขึ้น ตามแบบ ต่างๆ ซึ่งได้ แนวคิด จาก ชื่อ พระตำหนัก และ พระที่นั่ง โดยชุดไทยพระราชทานมีดังต่อไปนี้


1. ชุดไทยเรือนต้น (Thai Ruean Ton)
ลักษณะ เสื้อ แขน กระบอก นุ่งกับ ผ้าซิ่น ทอลาย ขวาง ใช้ได้ ในหลาย โอกาส เช่น เป็น ชุดเช้า ไว้ใส่ บาตร ไปวัด หรือ ไปงาน มงคล ต่าง ๆชุดไทยเรือนต้น คือ ชุดไทยแบบลำลอง ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมมีลายริ้วตามขวางหรือตามยาว หรือใช้ผ้าเกลี้ยงมีเชิงตัวซิ่นยาวจรดข้อเท้าป้ายหน้า เสื้อใช้ผ้าสีตามริ้วหรือเชิงสีจะตัดกับซิ่นหรือเป็นสีเดียวกันก็ได้เสื้อคนละท่อนกับซิ่น แขนสามสวนกว้างพอสบาย ผ่าอก ดุมห้าเม็ด คอกลมตื้น ๆ ไม่มีขอบตั้ง เหมาะไช้แต่งไปในงานที่ไม่เป็นพิธีและต้องการความสบายเช่น ไปงานกฐินต้นหรือเที่ยวเรือ เที่ยวน้ำตก





2. ชุดไทยบรมพิมาน (Thai Boromphiman)
ลักษณะ เสื้อ เข้ารูป แขน กระบอก คอตั้ง ติดคอ ผ่าหลัง อาจจะ เย็บติด กับ ผ้านุ่ง ก็ได้ หรือ แยกเป็น คนละ ท่อน ก็ได้ เช่นกัน ส่วน ผ้านุ่ง ใช้ ผ้าซิ่น ไหม ยกดิ้น ทอง ตัดแบบ หน้านาง มีชายพก สำหรับ แต่งใน งาน ราชพิธี หรือ ในงาน เต็มยศ หรือ ครึ่งยศ เช่น งานฉลอง สมรส พิธีหลั่ง น้ำ พระ พุทธมนต์
ชุดไทยบรมพิมาน คือ ชุดไทยพิธีตอนค่ำที่ใช้เข็มขัดใช้ผ้าไหมยกดอกหรือยกทองมีเชิงหรือยกทั้งตัวก็ได้ ตัวเสื้อและซิ่นตัดแบบติดกัน ซิ่นมีจีบข้างหน้าและมีชายพก ใช้เข็มขัดไทยคาดตัวเสื้อแขนยาว คอกลม มีขอบตั้ง ผ่าด้านหลัง หรือด้านหน้าก็ได้ ผ้าจีบยาวจรดข้อเท้า แบบนี้เหมาะสำหรับผู้มีรูปร่างสูงบาง สำหรับใช้ในงานเต็มยศและครึ่งยศ เช่นงานอุทยานสโมสรหรืองานพระราชทานเลี้ยงอาหารอย่างเป็นทางการในคืนที่มีอากาศเย็น ใช้เครื่องประดับสวยงามตามสมควรผู้แต่งประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์




3. ชุดไทยจิตรลดา (Thai Chitlada)
ลักษณะ เสื้อ แขน กระบอก นุ่งกับ ผ้าซิ่น ทอลาย ขวาง ใช้ได้ ในหลาย โอกาส เช่น เป็น ชุดเช้า ไว้ใส่ บาตร ไปวัด หรือ ไปงาน มงคล ต่าง ๆ

ชุดไทยจิตรลดา คือ ชุดไทยพิธีกลางวัน ใช้ผ้าไหมเกลี้ยงมีเชิงหรือ เป็นยกดอกหรือตัวก็ได้ ตัดแบบเสื้อกับซิ่น ซิ่น ยาวป้ายหน้าอย่างแบบลำลอง เสื้อแขนยาว ผ่าอก คอกลม มีขอบตั้งน้อย ๆ ใช้ในงานที่ผู้ชายแต่งแต็มยศ เช่น รับประมุขที่มาเยือนอย่างเป็นทางการที่สนามบิน ผู้แต่งไม่ต้องประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แต่เนื้อผ้าควรงดงามให้เหมาะสมโอกาส




4. ชุดไทยจักรพรรดิ (Thai Chakkraphat)
ลักษณะ ผ้าซิ่น ไหม ยกดิ้น ทอง มีเชิง สีทอง ตัดแบบ หน้านาง มี ชายพก ห่มด้วย สไบ ปัก ลูกปัด สีทอง เป็นเครื่อง แต่งกาย สตรี สูงศักดิ์ สมัย โบราณ ปัจจุบัน ใช้เป็น เครื่อง แต่งกาย ชุด กลางคืน ที่ หรูหรา หรือ เจ้าสาว ใช้ใน งาน ฉลอง สมรส ยามค่ำ เครื่อง ประดับ ที่ใช้ รัดเกล้า ต่างหู สร้อยคอ สังวาลย์ สร้อยข้อมือ

ชุดไทยจักรพรรดิ คือ ชุดไทยห่มสไบคล้ายไทยจักรี แต่ว่ามีลักษณะเป็นพิธีรีตรองมากกว่า ท่อนบนมีสไบจีบรองสไบทึบ ปักเต็มยศบนสไบชั้นนอก ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างสวยงาม ใช้สวมในพระราชพิธีหรืองานพิธีต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติ




5. ชุดไทยศิวาลัย (Thai Siwalai)
ลักษณะ เสื้อตัวในไม่มีแขน ไม่มีคอ ห่มทับด้วยสไบ แบบมีชายเดียว ทิ้งชายสไบยาวด้านหลัง ปักด้วยลูกปัดทอง นุ่งทับด้วยผ้าซิ่นไหม ยกดิ้นทอง ตัดแบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด เครื่องประดับ สร้อยคอ รัดแขน สร้อยข้อมือ เป็นเครื่องแต่งกาย ของสตรี บรรดาศักดิ์ ปัจจุบันใช้ในงาน เลี้ยงฉลอง สมรส หรือเลี้ยงอาหารค่ำ

ชุดไทยศิวาลัย มีลักษณะเหมือนชุดไทยบรมพิมานแต่ว่า ห่มสไบ ปักทับเสื้ออีกชั้นหนึ่งใช้ในงานพระราชพิธี หรืองานพิธีเต็มยศเหมาะแก่การใช้แต่งช่วงที่มีอากาศเย็น



6. ชุดไทยจักรี (Thai Chakkri)
ลักษณะ เสื้อตัวในไม่มีแขน ไม่มีคอ ห่มทับด้วยสไบ แบบมีชายเดียว ปักดิ้นทอง ชุดไทยจักรี เดิมจะไม่ปัก นุ่งทับด้วยผ้าซิ่นไหม ยกดิ้นทอง ตัดแบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด เครื่องประดับ สร้อยคอ รัดแขน สร้อยข้อมือ สำหรับ แต่งในงาน เลี้ยงฉลองสมรส หรือ ราตรีสโมสรที่ไม่เป็นทางการ

ชุดไทยจักรี คือชุดไทยประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัดไทยคาด ส่วนท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกันหรือ จะมีผ้าสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลังยาวตามที่เห็นสมควร ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าการเย็บและรูปทรงของผู้ที่สวม ใช้เครื่องประดับได้งดงามสมโอกาสในเวลาค่ำคืน




7. ชุดไทยอมรินทร์ (Thai Amarin)
ลักษณะ เสื้อ แขน ยาว คอกลม ตั้ง ติดคอ นุ่งกับ ผ้าซิ่น ไหม ยกทอง ตัดแบบ ซิ่นป้าย สำหรับ แต่งใน งานพิธี ใช้ได้ ในหลาย โอกาส

ชุดไทยอมรินทร์ คือ ชุดพิธีตอนค่ำ ใช้ยกไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว เสื้อกับซิ่นแบบนี้อนุโลมให้ สำหรับผู้ไม่ประสงค์คาดเข็มขัด ผู้มีอายุจะใช้คอกลมกว้าง ๆ ไม่มีขอบตั้งและแขนสามส่วนก็ได้ เพราะความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้า และเครื่องประดับที่จะใช้ให้เหมาะสมกับงานเลี้ยงรับรอง ไปดูละครในตอนค่ำและเฉพาะในงานพระราชพิธีสวนสนามในวันเฉลิมพระชนมพรรษาผู้แต่งชุดไทยอมรินทร์ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์




8. ชุดไทยดุสิต (Thai Dusit)
ลักษณะ เสื้อ คอกลม กว้าง ไม่มีแขน เข้ารูป ปักแต่ง ลายไทย ด้วย ลูกปัด ใช้กับ ผ้าซิ่น ไหม ยกดิ้น ทอง ลาย ดอกพิกุล ตัดแบบ หน้านาง มี ชายพก ใช้ใน งาน ราตรี สโมสร หรือ เป็นชุด ฉลอง สมรส เครื่อง ประดับ ที่ใช้ ต่างหู สร้อยคอ แหวน

ชุดไทยดุสิต คือ ชุดไทยคอกว้าง ไม่มีแขนใช้ในงานกลางคืนแทนชุดราตรีแบบตะวันตก ตัวเสื้ออาจปักหรือตกแต่งให้เหมาะสม กับงานกลางคืน ตัวเสื้ออาจเย็บติดหรือแยกคนละท่อนกับซิ่นก็ได้ ซิ่นใช้ผ้ายกเงินหรือทองจีบชายพก ผู้แต่งอาจใช้เครื่องประดับแบบไทยหรือตะวันตกตามควรแก่โอกาส



9. ชุดไทยประยุกต์ (Thai Prayook)
ลักษณะ ดัดแปลง มาจากชุดไทยจักรี ตัวเสื้อตัวใน ตัดแบบแขนนางชี จับเดรฟ ทิ้งชายยาว ตัวเสื้อติดกับ ผ้าซิ่นยกดอก ลายไทย ตัดแบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด เครื่องประดับพองาม นิยมมาก ในงาน ราตรีสโมสร หรือ เลี้ยงฉลอง สมรส



ขอขอบคุณ 
-http://www.portfolios.net/
-wikipedia.org
-กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี


Sunday, July 21, 2013

ชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 1-9 Thai dress

ชุดไทยถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยอย่างหนึ่ง มีความสวยงามและเรียบร้อย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรรักษาไว้ซึ่งหากศึกษากันอย่างลึกๆแล้วก็จะทราบถึงที่มาการเปลี่ยนแปลงของชุดในแต่ละยุคด้วย ครั้งนี้ขอนำเสนอชุดไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-9 ก่อนนะครับ




รัชกาลที่ 1-3
หญิงชาวบ้านนิยมนุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มสะไบเฉียงทับเหมือนอย่างอยุธยา ผมยังตัดไว้เชิงสั้นอยู่ หรือไว้ผมปีก (ไว้ผมยาวเฉพาะบนกลางศีรษะ)




รัชกาลที่ 1-3
หญิงชาววัง นิยมนุ่งผ้าจีบ ห่มสะไบเฉียงทับเหมือนอย่างอยุธยา ไว้ผมปีกปล่อยจอนที่ข้างหู




รัชกาลที่ 4
หญิงนุ่งผ้าลายโจงกระเบน ใส่เสื้อคอปิดแขนยาว ห่มสะไบเฉียง (อบร่ำ) ทับตัวเสื้ออีกชั้นหนึ่ง ทรงผมนิยมไว้ปีกผม




รัชกาลที่ 5
ปลายรัชกาลที่ 5 หญิงไทยเลิกนุ่งผ้าจีบ เปลี่ยนมาโจงกระเบนแทน เสื้อเป็นแบบผรั่งคอตั้งสูง แขนยาวมีลูกไม้ตกแต่งเป็นระบายหลายชั้น สวมถุงเท้า รองเท้าส้นสูง ผมยาวประบ่า







รัชกาลที่ 5
ผู้หญิงเริ่มหันไปนิยมเสื้อของอังกฤษ คือ เสื้อคอตั้งแขนยาว ต้นแขนพองคล้ายขาหมูแฮม แต่ยังคงมีผ้าห่มเป็นแพรแบบสะไบเฉียง นุ่งผ้าจีบไว้ชายพก ผมไว้ทรงดอกกระทุ่ม







รัชกาลที่ 6
ต้นรัชกาลที่ 6 ผู้หญิงยังคงนุ่งโจงกระเบน แต่สวมเสื้อลูกไม้แบบตะวันตก คอเสื้อลึก แขนยาวเสมอข้อศอก มีผ้าแพรบางๆ สะพายทับ ผมนิยมไว้ยาวเสมอต้นคอ







รัชกาลที่ 6
ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อตัวยาวหลวมๆ ส่วนมากใช้ผ้าลูกไม้ฝรั่ง ปักเป็นลวดลายด้วยลูกปัด และไข่มุก ผมเกล้ามวยแบบฝรั่ง หรือดัดเป็นลอน ดัดผมแบบ ทรงซิงเกิ้ล







รัชกาลที่ 7-8
ผู้หญิงเลิกใช้สะไบแพรปัก นิยมนุ่งผ้าซิ่นแค่เข่า เสื้อทรงกระบอกตัวยาว ตัดแบบตะวันตก ไว้ผมบ็อบ ใส่ต่างหูและกำไล สวมสร้อยคอ







รัชกาลที่ 7-8
ผู้หญิงเลิกใช้สะไบแพรปัก นิยมนุ่งซิ่นแค่เข่า เสื้อทรงกระบอกตัวยาว ตัดแบบตะวันตก ไว้ผมบ็อบ ใส่ต่างหูและกำไล สวมสร้อยคอ







รัชกาลที่ 9
ผู้หญิงแต่งแบบไทยพระราชนิยม "ไทยจักรพรรดิ" ใช้ซิ่นไหมข้างหน้า มีชายพกเอวจีบห่มสะไบ ปักงดงาม ใช้แต่งในโอกาสพิเศษ
(เครดิต http://www.baanjomyut.com)
























Friday, July 19, 2013

เพลงไทย Thai songs

เรื่องแรกที่นำเสนอวันนี้ขอเป็นเพลงไทยก่อนละกันเพราะดนตรีเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าฟังได้ไม่เกี่ยงชาติหรือภาษา เพลงนี้ชื่อ อีสานบ้านเฮา เป็นเพลงพื้นบ้านของภาคอีสาน เนื้อหาของเพลงเล่าถึงการใช้ชีวิตของคนชนบทที่นับวันจะไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วเนื่องจากคนหนุ่มสาวในปัจจุบันไปหาเงินที่กรุงเทพกันเสียหมด

My first upload was Thai song because i think songs can be listened any race,the song name อีสานบ้านเฮา was a Thai northeastern folk song.