Wednesday, July 31, 2013

คำทำนายการสิ้นสุดของศาสนาพุทธเมื่อ พ.ศ.5000


ตามที่พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้อะครับ

ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า (อ่านดูนะครับ อย่าเพิ่งเครียด)

หลังจากตถาคตปรินิพพานไปแล้ว

500ปี จะไม่มีภิกษุณี ภิกษุณีก็คือ พระผู้หญิงอะครับ ถือศีลเยอะกว่าพระอีก ถือ311ข้อครับ
(จำไม่ได้ครับ น่าจะ1000ปีนะ)ปี จะไม่มีพระอรหันต์ที่ทรงฤทธาเหาะเหินเดินอากาศได้
5000ปี สิ้นสุดพุทธกาลของ พระพุทธเจ้าที่ทรงพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม
(พระพุทธเจ้าของเรานี่เอง)

อธิบายกันก่อนนะครับ
  คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ได้มีเพียงพระองค์เดียว

พระ พุทธเจ้าพระองค์แรกของโลกทรงพระนามว่าอะไรไม่ทราบครับ
แต่เรียกกันว่า "องค์ปฐม" โลกของเราครับ

มีการแตกสลายตลอดเวลาครับ
การ แตกสลายของโลก1ครั้งเราเรียกว่า 1กัลป์ครับ
และใน1กัลป์สามารถมีพระ พุทธเจ้าได้หลายพระองค์ครับ
อย่างเช่นในกัลป์นี้ที่เรากำลังอยู่ กำลังนั่งดูคอมอยู่ครับ
มีพระพุทธเจ้าเยอะพระองค์มาก
แต่ที่เป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้ามีเพียง 5 พระองค์ครับ
คือ 1.พระกกุสันโธ
2.พระโกนา คมโณ
3.พระกัสสปะ
4.พระศรีศากยมุนีโคดม(พระพุทธเจ้าที่เรานับถืออยู่ ทุกวันนี้)
5.พระศรีอาริยเมตรัย

นั่นหมายความว่าโลกเราตอนนี้ยัง เหลือพระพุทธเจ้าอีก1พระองค์ที่จะอุบัติขึ้น
ก่อนที่จะผลัดโลกใหม่อีก ครั้ง
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาลนี้
เป็นไปตามกฎข้อเดียวครับ มะช่ายกฎของนิวตัน ไม่ใช่กฎของไอสไตน์
แต่เป็น "กฎแห่งธรรมชาติ" หรือ กฎแห่งกรรมนั่นเอง
พระพทธเจ้าสามารถ แบ่ง ได้เป็น 2แบบ

1.พระปัจเจกพุทธเจ้า ครับ พระพุทธเจ้าในข้อนี้ คือ พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เอง แล้วไม่สามารถเผยแผ่คำสอนให้ใครได้รู้ตามได้
มีตัวอย่างครับ
เพื่อนๆ คงจะรู้จักพระเทวทัตนะครับ
พระเทวทัตก่อนที่จะถูกทรณีสูบอะ พระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ?ว่า จะต้องตกนรกอเวจี 64000กัลป์มั้งถ้าจำมะผิดนะ
แล้ว หลังจากนั้นจะได้ประสูตรแล้วตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า 

2.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คือ พระพุทธเจ้าที่เมื่อตรัสรู้แล้ว สามารถเผยแผ่คำสอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้
เช่น พระพทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี่เอง
ต่อครับ

ทีนี้เวลาที่ สิ้นยุคของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมา แผ่นดินก็จะสูงขึ้น1โยชน์เพื่อเป็นการผลัดแผ่นดิน
1โยชน์ไม่แน่ใจว่า 60กิโลเมตรรึป่าวนะ ในศาสนาพุทธมีหลายยุคมากครับ
พอหมดยุคนี้ก็จะมีพระ พุทธเจ้าองค์ใหม่มาเผยแผ่ศาสนาแทนองค์เก่าที่ปรินิพพานไปงะ
อย่างเช่นตอน นี้ศาสนาพุทธในตอนนี้พระพุทธเจ้าที่ชาวพุทธปัจจุบันนับถือคือ พระสมณโคดม
พอ ครบ5000ปีศาสนาพุทธจะสิ้นสุดลง ไม่มีคนนับถือพุทธ
แล้วก็จะเกิดไฟ บรรลัยกัลป์ล้างโลก

เกิดโลกใหม่
แล้วก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ อุบัติขึ้น
แล้วคนในตอนนั้นก็จะนับถือพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแทนอะครับ
เพราะ องค์เก่าปรินิพพานไปแล้ว ต่อ 5000 ปี จะมี 1 พระพุทธเจ้า
และที่บอกว่า พอพระพุทธเจ้าตาย เนี้ย
แล้ว จามีการล้างโลก คือโลกแตกเหรอ?
หรือเกิด วิบัติ และต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดขึ้นมา
โลกจาหยุดจากการเกิด วิบัติ ตอนนี้เป็น พศ 2548
เมื่อ พศ 4000เกือบ5000
ภิกษุจะมีเมีย จะมีจีวรห้อยเพียงติ่งหู
มนุษย์จะมีอายุสั้นลง
อายุขัยเหลือแค่10ปี 5ปีมีลูก ตัวจะเตี้ยจนต้องสอยมะเขือกินO_o
หลังจากนั้นอีกไม่นาน

พอ ถึง พศ5000
ศาสนาพุทธจบสิ้นลง
โลกเข้าสู่ยุคมิกสันยี
มนุดหลากผู้ หลากคน
จะเริ่มมีเล็บมือ เขี้ยว และ เล็บเท้างอกออกมา
เรียกยุคนี้ว่า มิกสันยียุค หรือ ยุคมนุดกินมนุดอะ
มนุดจะเริ่มกัดกินกันเองไม่ผิดอารัย กับพวกสัดป่า
หลังจากนั้นอีกไม่นาน

โลกจะเริ่มร้อนขึ้น
เพราะ มีดวงอาทิตย์ขึ้นพร้อมกันทีเดียว7ดวง
พญา ปลาชื่อว่าอารัยจำมะได้และ ซึ่งมี7ตัวเป็นพญาปลาที่มีหน้าที่คอยรองแผ่นเปลือกโลกไว้ ไขมันในตัวจะแตกตัวลุกเป็นไฟเนื่องจากอากาศที่ร้อน
โลกจะเกิดไฟไหม้ครั้ง ยิ่งใหญ่ คือไฟบรรลัยกัลป์

จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกจะไหม้เปงจุน เลยอะ
จากนั้นอีกไม่นาน
โลกเริ่มมีฝนตก เม็ดเท่าปลายเข็มหมุด ตกลงมา1หยด
เวลาผ่านไป100ปี
เริ่มมีฝนเม็ดที่2หยดลงมา ขนาดเท่าปลายไม่ขีดตกลงมา
ผ่านไปอีก100ปี
ฝนหยดที่3ขนาดเท่าฝ่ามือ ตกลงมา
อีก100ปีเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ
จนฝนมีขนาดเท่ากะละมัง

และ สุดท้าย
เวลาผ่านไปอีก100ปี
ฝนเม็ดเท่า โลกทั้งใบก็ตกลงมา1หยด
ท่วม ทั้งโลกทำให้ไฟบรรลัยกัลป์ดับลง

มนุษย์กลุ่มนึงที่ประกอบคุนความดี ที่รอดมาจากยุคมิกสันยี เขาพวกนั้นหลบซ่อนตนอยู่ในถ้ำ
ได้ออกมาจากถ้ำสูด อากาศอันบริสุด งืมๆ
เพราะตอนนี้แผ่นดินได้ผลัดตัวเองใหม่แล้ว
เกิด ยุคใหม่ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่แล้วอะครับ
พระพุทธเจ้าพระองค์นี้มีพระ นามว่า
พระศรีอาริยเมตรัยครับ

หลังจากที่ไฟบรรลัยกัลป์ดับลง
แผ่น ดินก็สูงขึ้น1โยชน์
เกิดยุคพระศีอาริยเมตรัยขึ้นมา
มนุษย์ที่กอปรด้วย คุนความดีออกมาจากถ้ำ
ในยุคนี้มนุษย์ทุกคนมีหน้าตาเหมือนกัน ไม่ว่าจะชาย หรือ หญิง
ผิวพรรณผ่องใส
แต่ทุกคนล้วนจดจำกันได้โดยไม่ต้องอาศัยการ สัมผัสด้วยหน้าตา
ใครปรารถนาสิ่งใดก็จะสมหวัง
เพราะในยุคนี้มีต้นไม้ อยู่ต้นหนึ่งชื่อว่า
ต้นกัลปพฤกษ์

น่าจะเคยได้ยินชื่อนี้น้า พวกที่เล่นสอยดาวอะครับ
ต้นกัลปพฤกษ์เราสามารถขออารัยได้ทุกอย่าง
มนุษย์ อายุยืนมากครับ
พระศรีอาริยเมตรัย มีพระชนม์มายุ 84000ปี
42000ปี อยู่ในโลกีย์(อารมณ์)

ที่มา
http://www.clipmass.com

สำหรับเรื่องนี้ก็นำมาให้อ่านเพื่อให้ต่อเนื่องกับเรื่องเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยานะครับ

พระสุบิน (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ

นิทานชาดก พระมหาสุบิน 16 ข้อ

อภยปริตร 

ตำนาน


>>>>ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระสุบินนิมิต ถึงอาเพศ ๑๖ อย่าง แล้วให้เกิดความหวาดหวั่น ต่อมรณภัยที่มองไม่เห็น จึงทรงเล่าพระสุบินนั้น ให้พราหมณ์ปุโรหิตรับฟัง พราหมณ์ปุโรหิตพยากรณ์ว่าจะบังเกิดเหตุการณ์ให้พระองค์มีอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใด รวมทั้งราชสมบัติด้วย

>>>>ปุโรหิตนั้น ได้ทูลแนะวิธีป้องกันอันตราย ด้วยบัญญัติวิธี คือ เอาสัตว์อย่างละ ๔ ๆ มาฆ่าบูชายัญ

>>>>พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงทรงมีรับสั่งให้จัดเตรียม ประจำพิธีและสิ่งของ ตามถ้อยคำของปุโรหิตบอก

>>>>>ครานั้น พระนางมัลลิกาเทวี พระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล จึงทูลขึ้นว่า เสด็จพี่อย่าพึ่งทำยัญพิธีกรรมใด ๆ เลย ขอได้โปรดเสด็จไปทูลถาม ถึงพระสุบินนิมิตนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู มิมีสิ่งใดที่พระพุทธองค์ไม่รู้

>>>>>>ราชาโกศล จึงเสด็จพร้อมมเหสีและบริวาร ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ เชตวันมหาวิหาร แจ้งทูลถามถึงสุบินนิมิตทั้ง ๑๖ ข้อนั้น

>>>>>>พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ภัยอันตรายใด ๆจะพึงบัง เกิดมีแก่พระองค์ จากเหตุแห่งพระสุบินนิมิตนั้น หามีไม่ สุบินนิมิตของพระองค์ เป็นสิ่งบอกเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หวังจากเราตถาคตนิพพานไปแล้ว และในที่สุดพระผู้มีพระภาค จึงทรงขอให้พระเจ้าปเสนทิโกศล ล้มเลิกยัญพิธีทั้งปวงเสีย

>>>>>>>บัดนี้ถึงกาลอันควรแล้ว ขอเชิญพระสาวกแก้ว ได้โปรดสาธยาย อะภะยะปริตร เพื่อพิชิตอวมงคลทั้งหลายที่บังเกิดขึ้น ให้พินาศไป ด้วยเทอญ




พระสุบิน (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ


สุบินนิมิตข้อที่ 1 : ภัยธรรมชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโคล่ำสัน 4 ตัว วิ่งมาจากทิศทั้ง 4 มีลักษณะอาการเกรี้ยวกราด ประดุจจะชนกัน ด้วยความโกรธแค้นกันมานาน พอโคทั้ง 4 วิ่งเข้ามาใกล้กันแล้ว กลับถอยห่างออกจากกันไป ไม่ชนกันเลย พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะเกิดภัยธรรมชาติขึ้น คือ ฟ้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล จะมีก้อนเมฆขนาดใหญ่ลอยมาจากทิศทั้ง 4 เหมือนกับฟ้าฝนจะตกลงมาในพื้นปฐพีอย่างหนัก เมื่อก้อนเมฆทั้ง 4 ลอยเข้ามาใกล้กันแล้ว ก็ลอยถอยห่างออกจากกันไป ไม่มีฝนตกลงมาในพื้นปฐพีเลย

สุบินนิมิตข้อที่ 2 : เยาวชนมั่วสุมเสพกาม พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นต้นไม้นานาชนิด ยังไม่ใหญ่โตพอที่จะมีดอกมีผล แต่ต้นไม้นั้นเต็มไปด้วยดอกและผล จนกิ่งก้านสาขาจะรอรับดอกผลนั้นไม่ไหว พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กุมารีที่มีวัยยังไม่สมควรจะมีสามี แต่กุมารีนั้นอยากแต่งงานให้เป็นครอบครัว เพราะมีความกระสัน ใฝ่ฝันในราคะตัณหา ใจมีความกำเริบในกามคุณ มีความยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอย่างมาก มีความอยากในกามารมณ์แห่งความรักความใคร่ จึงได้แต่งงานกันเมื่ออายุยังวัยเด็ก ถูกต้องตามประเพณีนิยม บางคนมั่วสุมกัน ไม่มีความละอาย เยี่ยงสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็หาวิธีฆ่าลูกในท้องของตัวเอง จึงเป็นบาปกรรมต่อไปในภายภาคหน้ายิ่งนัก เด็กบางคน ยังมีพ่อแม่เลี้ยงดูอยู่บ้าง เด็กบางคนพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ไหว จึงได้ปล่อยปละละเลยให้หาขอทานกินตามลำพัง เป็นเด็กเร่ร่อนจรจัด ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีตระกูล ไม่มีการศึกษา ไม่มีที่พึ่งพาอาศัยในบ้านเรือน ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น อดบ้าง อิ่มบ้าง น่าเวทนายิ่งนัก เหตุการณ์อย่างนี้ จะมีในภายภาคหน้าโน้นใครได้ไปเกิดในยุคนั้น สมัยนั้น ก็จะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้แล

สุบินนิมิตข้อที่ 3 : พ่อแม่ต้องเอาใจลูก พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิต เห็นฝูงพ่อแม่โคทั้งหลายพากันดูดกิน นมลูกของตัวเอง พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พ่อแม่ทั้งหลาย จะได้อาศัยกินหยาดเหงื่อแรงงานของลูก อาศัยข้าวปลาอาหารเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ลูกแสวงหามาเลี้ยงดู พร้อมทั้งเงินทอง ก็ต้องแบ่งปันให้พ่อแม่ได้จับจ่ายใช้สอย ในยุคนั้นสมัยนั้น พ่อแม่ก็ต้องเอาอกเอาใจลูกยิ่งนัก ต้องประจบประแจงปะเหลาะลูกอยู่เสมอ ถ้าพูดต่อลูกดีๆ ลูกก็แบ่งปันเงินทองให้ได้ใช้บ้าง ถ้าพ่อแม่พูดไม่ดี ก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่งอะไรจากลูกนี้เลย เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น




สุบินนิมิตข้อที่ 4 : ผู้อ่อนประสพการณ์บริหารประเทศ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงคนทั้งหลายพากันจับลูกโคตัวเล็กๆ เข้ามาเทียมแอกเพื่อลากล้อเกวียน เมื่อลากไปไม่ไหว ก็จะพากันเฆี่ยนตี พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนทั้งหลายจะพากันนิยมเอาเด็กที่จบปริญญามาใหม่ๆ ไปรับราชการแผ่นดิน บริหารการพัฒนาประเทศชาติ บ้านเมือง อันเป็นงานที่หนัก ถึงจะมีความรู้อยู่ก็ตาม แต่เด็กนั้นยังขาดประสบการณ์ ขาดความสามารถ ขาดความรอบรู้ ขาดความรอบคอบ ในการบริหารเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม จึงเกิดความผิดพลาด ล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ขาดความรับผิดชอบ ขาดดุลการค้า ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ถ่วงความเจริญของประเทศชาติ ทำให้คนดุด่าว่ากล่าวนานาประการ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น



สุบินนิมิตข้อที่ 5 : ความไม่เป็นธรรมในการตัดสินความ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นม้าตัวเดียว หัวเดียว มีสองปาก กินหญ้าได้สองทาง กินเท่าไรก็ไม่มีความอิ่มพอ พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ จะใช้อุบายวิธีอันมีเล่ห์เหลี่ยม เพื่อเอาเงินจากคู่กรณีทั้งสอง เอาทั้งฝ่ายโจทก์ เอาทั้งฝ่ายจำเลย เพื่อเป็นค่าจ้างรางวัลในการวินิจฉัยคดีความบ้าง เอาค่านั้นบ้าง เอาค่านี้บ้าง ถ้าไม่ได้ตามความเรียกร้อง ก็จะไม่รับเรื่องที่มาร้องเรียน ต้องการเท่าไรก็เรียกร้องตามใจชอบ ถ้าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เรียกร้องเอาน้อย ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็จะเรียกร้องเอาเงินอย่างเต็มที่ แล้วจึงจะมาวินิจฉัยคดี ตัดสินต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีภายภาคหน้าทั่วโลก



สุบินนิมิตข้อที่ 6 : พระธรรมคำสอนถูกเหยียบย่ำ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นมีหมู่มนุษย์ ถือถาดทองคำอันมีค่ามหาศาล ไปวางไว้สุนัขจิ้งจอกถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะใส่ พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กลุ่มคนที่โง่เขลาปัญญาทราม จะเอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ไปให้ลัทธิต่างๆ เหยียบย่ำทำลาย แล้วถ่ายทอดลัทธิของเขา เอาคำสอนของเขาที่สกปรกโสโครกด้วยกิเลสตัณหา มากลบเกลื่อนในคำสอนของเรา แล้วดัดแปลงแก้ไขคำสอนของเรา ให้เข้ากันกับลัทธิของเขา แล้วประกาศว่า คำสอนของเราตถาคต เป็นส่วนหนึ่งในลัทธิของเขา ให้คนทั้งหลายมีความเข้าใจผิดว่า คำสอนของเราเข้ากันได้กับของเขา ถือว่าเป็นอันเดียวกัน ลัทธิเหล่านั้นก็จะไม่รู้คุณค่าของคำสอนของเราตถาคตแต่อย่างใด มนุษย์อย่างนี้ก็จะมีในเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้ว และจะมีลัทธิต่างๆ มาอวดอ้างว่าเป็นศาสนาเป็นจำนวนมาก




สุบินนิมิตข้อที่ 7 : ผู้มีใจต่ำแอบอ้างสถาบันกษัตริย์ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นชายคนหนึ่ง เอาหนังสือมานั่งฟั่นให้เป็นเชือก อยู่บนม้านั่ง แล้วมีสุนัขจิ้งจอกคอยกัดกินอยู่ เมื่อฟั่นเชือกเสร็จ สุนัขจิ้งจอกก็กินหมดทันที พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีจิตใจต่ำ ปัญญาทราม จะได้รับสมมุติ ยกย่องขึ้นเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ นั่งทำงานอยู่ในพระราชสำนักระดับสูง อาศัยอำนาจ พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ว่าราชการแผ่นดินแทนพระองค์อยู่เนืองนิตย์ โดยมีความโง่เขลาเบาปัญญา พูดจาขาดความสำรวม กล่าวเปิดเผยความลับต่างๆ ในพระราชสำนัก ให้หมู่ประชาชนได้รู้ คนลัทธิต่างๆ ที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ได้ยินเข้า จึงนำเอาไปตีแผ่ โฆษณาให้คนอื่นคลายศรัทธา หมดความเคารพในวงศ์พระมหากษัตริย์ และหมดความเชื่อถือในพระราชวงศ์ต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้นคนที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์ จะเป็นหนอนบ่อนไส้เสียเอง



สุบินนิมิตข้อที่ 8 : ทำบุญเลือกหน้า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโอ่งน้ำใหญ่และโอ่งน้ำเล็กตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกัน แล้วมีทคนทั้งหลาย แย่งกันตักน้ำ เทใส่โอ่งน้ำใหญ่ จนล้นเหลือ ส่วนโอ่งน้ำเล็ก ไม่มีใครตักน้ำใส่เลย พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะมีคนทำบุญโดยเลือกหน้า พระองค์ที่มีอายุมาก พรรษามาก มียศถาบรรดาศักดิ์ในตำแหน่งต่างๆ จะมีคนให้ความสนใจจะพากันถวายเครื่องไทยทานเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่ของที่ดีๆ มีค่า มีราคา ข้าวปลาอาหาร ปิ่นโตเถาขนาดใหญ่ ตั้งต่อหน้า จนเหลือเฟือ ส่วนพระเล็กเณรน้อยนั่งอยู่รอบข้าง ไม่มีใครคิดถวายอะไรเลย มีแต่งนั่งดูตาปริบๆ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น



สุบินนิมิตข้อที่ 9 : คอรัปชั่นในแผ่นดิน พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำรอบนอกใส่สะอาดเยือกเย็น ส่วนน้ำในกลางสระขุ่นข้นเป็นโคลนตม แล้วมีสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย พากันแย่งชิงกินน้ำในสระที่ขุ่นข้นเป็นตมนั้น ส่วนน้ำรอบนอกที่ใสสะอาดเยือกเย็น ไม่มีสัตว์ตัวใดอยากจะกินเลย พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนจะมีความโลภ ความอยาก ไม่อิ่มพอในเงินทองมากขึ้น การงานที่สะอาด บริสุทธิ์ และสุจริต ไม่อยากทำ ถือว่า เงินเดือนน้อย ร่ำรวยช้า ไม่พอกับความโลภความอยากของตัวเอง จึงได้ลงสมัครตัวเข้ามาในสภาสันนิบาต เพื่อจะมีอำนาจในการบริหารงานและบริหารเงินของแผ่นดินได้อย่างเต็มที่ ใช้อุบายวิธี อันมีเล่ห์เหลี่ยม ทุจริต คิดมิชอบ ในเงินของแผ่นดิน มือใครยาว สาวได้สาวเอา จะได้เงินมาด้วยวิธีสกปรกอย่างไร จะไม่มีความละอายแก่ใจตัวเองเลย ขอให้ได้เงินก้อนโตมา ก็เป็นที่พอใจ ลักษณะนี้จะมีกันทั่วโลก มีทั่วทุกประเทศเขตแดน และจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น จะเกิดความยุ่งเหยิงในสภาสันนิบาตของประเทศนั้นๆ เพราะการแบ่งสันตำแหน่งในการดูดกินเงินภายในประเทศนั้น ไม่ลงตัว ผู้นั้นจะได้กินน้อย ผู้นั้นจะได้กินมาก ผู้นั้นจะไม่ได้กินอะไรเลย สุดท้ายก็เกิดงัดข้อกันเอง เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น


สุบินนิมิตข้อที่ ๑๐

พระราชา “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันฝันเห็นข้าวสุกที่คนหุงในหม้อใบ

เดียวกันแท้ๆ แต่กลับไม่สุกทั่วถึงกัน คนหุงตรวจดูแล้วจึงแยกกันไว้เป็น ๓ ส่วน

ส่วนหนึ่งแฉะ ส่วนหนึ่งดิบ อีกส่วนหนึ่งสุกดี ผลของความฝันนี้จะเป็นอย่างไร

พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดา “มหาบพิตร ผลของความฝันนี้จะมีในอนาคตเหมือนกัน ใน

กาลข้างหน้า พระราชาจะไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ข้าราชการ

สมณะ พราหมณ์ และชาวประชาก็จะไม่ตั้งอยู่ในธรรม ลมจะพัดแรงจัด ทำให้วิมาน

ในอากาศของเทวดาสั่นสะเทือน พวกเทวดาก็จะโกรธทำให้ไม่ฝนตก หรือทำให้ตก

ก็ ไม่สม่ำเสมอ ข้าวกล้าส่วนหนึ่งเสียเพราะฝนชุก ส่วนหนึ่งดีเพราะฝนตกดี อีกส่วน

หนึ่งเหี่ยวแห้งเพราะฝนแล้ง เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวกันแบ่งเป็นสามส่วน

เชิญพระองค์ตรัสเล่าความฝันข้อที่ ๑๑ เถิด”



สุบินนิมิตข้อที่ ๑๑

พระราชา “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันฝันเห็นคนทั้งหลายเอาแก่นจันทร์

มีราคาตั้งแสนกหาปณะขายแลกกับนมเปรี้ยวเน่าๆ นี้เป็นฝันข้อที่ ๑๑ ของหม่อมฉัน

จะมีผลเป็นอย่างไรพระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดา “มหาบพิตร ผลของความฝันนี้จะมีในอนาคตเหมือนกัน ใน

กาลข้างหน้า เมื่อศาสนาของตถาคตเสื่อมลงแล้ว พวกภิกษุอลัชชีเห็นแก่ลาภมีมาก

ขึ้น จะแสดงธรรมที่มีค่าควรแก่พระนิพพานเพื่อแลกทรัพย์สินเงินทอง เหมือนคน

ทั้งหลายเอาแก่นจันทร์มีราคาตั้งแสนไปขายแลกนมเปรี้ยวเน่าๆ เชิญพระองค์ตรัส

เล่าความฝันข้อที่ ๑๒ เถิด”



สุบินนิมิตข้อที่ ๑๒

พระราชา “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันฝันเห็นน้ำเต้าจมน้ำได้ จะมีผล

เป็นอย่างไรพระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดา “มหาบพิตร ผลของความฝันนี้จะมีในอนาคตเหมือนกัน ใน

กาลข้างหน้า เมื่อโลกเสื่อมลง พระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม จะไม่พระราชทานยศแก่คน

ที่มีตระกูลสูง พระราชทานแก่ผู้ทีมีตระกูลต่ำทราม พวกต่ำทรามก็จะเป็นใหญ่ พวก

ตระกูลสูงจะยากจน คำพูดของพวกตระกูลต่ำทรามจะเป็นหลักฐานมั่นคง เหมือนน้ำ

เต้าจมน้ำ เชิญพระองค์ตรัสเล่าความฝันข้อที่ ๑๓ เถิด”

สุบินนิมิตข้อที่ 13 : คนชั่วเรืองอำนาจ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นก้อนศิลาแท่งทึบ ขนาดใหญ่เท่าเรือ ลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนกับเรือสำเภาเปล่า ตามธรรมดาแล้ว ก้อนศิลาย่อมจมอยู่ใต้น้ำ แต่ก้อนศิลานั้นกลับลอยอยู่บนผิวน้ำ พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพาลชั่ว คนทุศีล คนทุธรรม คนขี้โกง คนหัวประจบสอพลอ คนทุจริตคิดมิชอบ คนไม่มีความละอาย จะได้เป็นที่ยกย่องเชิดชูในสังคม เป็นผู้มีบทบาท มีอำนาจ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีพวกพ้องบริวารมาก ถ้าเป็นฆราวาสก็จะมีแต่ผู้เชิดหน้าชูตา ไปไหนมาไหนมีแต่คนเคารพยำเกรง มีฝูงชนให้การต้อนรับเอาใจ เรียกว่าเป็นกระจกบานใหญ่ ให้แสงสะท้อนเงาของประเทศนั้นๆ สังคมของประเทศนั้นมีความเจริญหรือเสื่อมลง ก็ให้ดูกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสภา จะเป็นสื่อบอกประตู้หน้าต่างของสังคมได้เป็นอย่างดี ประเทศใดมีตัวแทนในลักษณะใด จะรู้ได้ว่าผู้ที่เลือกเขาเข้ามา ก็เป็นลักษณะอย่างนั้น เขาจะเลือกเอาเกรดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ถ้าเป็นนักบวช นักพรต ก็เป็นลักษณะนี้ศาสนาจะมีความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง ก็ขึ้นอยู่กับบริษัททั้งสี่ ลำพังพระอย่างเดียว จะโดดเด่นขึ้นในท่ามกลางของสังคมนั้นไม่ได้ พระที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพราะญาติโยมนำไปออกข่าวโฆษณา ว่าองค์นั้นมีความขลังอย่างนั้น องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ มีอภินิหาร ไปทางไหนก็นำไปออกข่าว องค์ไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์ไหนเป็นพระอริยเจ้า ฆราวาสจะเป็นผู้คาดการณ์ให้เอง ในยุคสมัยนั้น พระอรหันต์จะเกิดจากลูกศิษย์ยกให้เอง ศิษย์แต่ละครู ศิษย์แต่ละสำนัก จะผลิตจะกำหนดรูปแบบอาจารย์ของตัวเอง ให้เป็นพระอรหันต์ขึ้น เรื่องข้อวัตรปฏิบัติของอาจารย์ มีความเคร่งครัดอย่างไร ก็นำไปโฆษณาอย่างหยดย้อย นี่เองก้อนศิลาแท่งทึงจึงได้ลอยอยู่บนผิวน้ำมีความโดดเด่นเห็นได้อย่างชัดเจน จึงเป็นธุรกิจในคราบผ้ากาสาวพัสตร์บังหน้า เอาศาสนามาแอบอ้างหากิน เมื่อช่วงปลายศาสนาโน้น คนจะหมดความเลื่อมใสในศาสนาของเราตถาคต คนที่มีศรัทธาเบาบางก็จะค่อยจืดจางไป เพราะเห็นความชั่วร้ายในพระยุคนั้นๆ ผู้ที่มีปัญญาดี มีความมั่นคง มีเหตุมีผล เขาจะแสวงหาพระที่เป็นพระได้อย่างถูกต้อง เมื่อปลายศาสนาโน้น เรื่องอย่างนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน




สุบินนิมิตข้อที่ 14 : นักบวชหลงลาภยศ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นนางเขียดน้อยไล่กินงูเห่าตัวมหึมา เมื่อไล่ทันก็กระโดดคาบกลืนกินทันที พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น นักบวชองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคำพูดเป็นวาทศิลป์ เคยแผ่พังพานในการแสดงธรรม มีบทบาทในสังคม มีประชาชนให้ความเคารพเชื่อถือเป็นอย่างมาก ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญจนลืมตัว ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา รักษาใจไม่มีความฉลาด จึงขาดในการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ปล่อยให้ไปสัมผัสในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงทำให้ใจเกิดอัฏฐารมณ์ คือ อารมณ์แห่งความรักความใคร่ในกามคุณ มีความกำหนัดย้อมใจ นางเขียดน้อย (สตรี) ได้มองเห็นช่องโหว่ จึงได้วางแผนหว่านล้อมด้วยมารยานานาประการ มีคำหวานอันหยดย้อยเหมือนน้ำอ้อยน้ำตาล ชโลมหัวใจงูเห่าจนหน้ามือตาลาย หายใจไม่เต็มปอดอีนางเขียดน้อยได้จังหวะก็กระโดดคาบกลืนกินทันทีเรียบร้อยไป



สุบินนิมิตข้อที่ 15 : แวดล้อมด้วยพระทุศีล พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นหงส์สีทองทั้งหลาย ไปห้อมล้อมอีกา อีกาไปไหน ฝูงหงส์สีทองทั้งหลาย ก็ห้อมล้อมเป็นบริวาร พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พระเณรผู้บวชใหม่ ใจยังมีความบริสุทธิ์อยู่ในศีลในธรรม จะห้อมล้อมพระที่ทุศีลทุธรรม จะยกให้เป็นครูอาจารย์เพื่อเคารพกราบไหว้อย่างเหลือเฟือ อีกาฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาอาหารฉันใด พระทุศีลทุธรรมเหล่านี้ก็ฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาลาภสักการะได้ฉันนั้น และแบ่งลาภสักการะให้แก่หงส์เล็กหงส์ใหญ่ได้อย่างทั่วถึง ฝูงหงส์ทั้งหลาย จึงให้ความสำคัญในอีกาเป็นอย่างมาก ในยุคต่อไปช่วงปลายศาสนาโน้น การเปลี่ยนไปในสังคมของสมณะก็จะเป็นอย่างนี้ พระที่ทุศีลทุธรรมจะเพิ่มมากขึ้น พระเณรที่ขาดการศึกษา จะไม่รู้ธรรมวินัย ไม่เข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรผิดศีล อะไรผิดธรรม จะไม่รู้หน้าที่ของตน เพียงบวชกันตามประเพณีเท่านั้น เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น




สุบินนิมิตข้อที่ 16 : โค่นล้มราชาธิปไตย พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงแพะทั้งหลายพากันไล่จับเสือมาเป็นอาหาร พากันเคี้ยวกินอยู่กรอบๆ พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น ประชาชนทั้งหลาย ไม่พอใจการปกครองแบบราชาธิปไตย จึงพากันจับกลุ่มเพื่อเรียกร้องต่อต้านการปกครองของพระราชา ให้ได้มาซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้พระราชลดบทบาท ลดอำนาจลง อยู่ในการปกครองภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน เมื่อพระราชาไม่ยินยอม ก็พากันปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ถ้าพระราชชาองค์ใดขัดขืน ก็ลบล้างพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นๆ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ให้หมดไปจากประเทศชาตินั้นเสีย มีบางประเทศที่พระราชยินยอมตามคำขอร้องของประชาชน ยอมลงจากอำนาจเดิมคือราชาธิปไตย ประชาราษฎรในบ้านนั้นเมืองนั้น ก็จะพากันให้ความเคารพเชื่อถือในองค์พระมหากษัตริย์ พากันยกย่องเชิดชูในพระราชวงศ์นั้นจนสุดชีวิต เพื่อให้เป็นร่มโพธิร่มไทร เป็นสมมุติเทพ กราบไหว้เทิดทูน ให้เป็นศูนย์รวมน้ำใจของประเทศนั้นๆ ตลอดไปสินกาลนาน เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น

ที่มา
http://www.dek-d.com

ลองพิจารณาดูเอาครับว่าตอนนี้มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เกิดขึ้นแล้ว และอย่าลืมว่าคำทำนายนี้ทำนายในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ อ่านแล้วขนลุกเลยเพราะสำหรับผมๆเห็นว่าตอนนี้มีทุกข้อเลยอ่ะ - -

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม

ช่วงปีหลังๆนี้ประเทศไทยเปลี่ยนไปมากโดยส่วนใหญ่จะไปในทางไม่ดี เช่นข่าวฆ่ากัน ชิงทรัพย์ ทุจริต ฯลฯ จนมีวันหนึ่งพ่อได้พูดกับผมว่าสงสัยจะเป็นยุคของ "กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม"  ผมได้ยินครั้งแรกตอนนั้นก็งงเต๊กเลยเพราะไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร ประโยคนี้มาจากเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาครับ ลองอ่านแล้วแปลดูนะครับ เดี๋ยวจะเฉลยว่าประโยคที่พูดถึงหมายถึงอะไร

หากขี้เกียจอ่านก็รับฟังเอาได้ที่นี่ แต่ในวีดีโอจะพูดในส่วนเหตุอาเพศเท่านั้น

สำหรับคนที่อยากเรื่องเหตุอาเพศ 16 ข้อว่ามีที่มาอย่างไรสามารถอ่านได้ที่นี่

อ่านคำทำนายการสิ้นสุดของศาสนาพุทธเมื่อ พ.ศ.5000


เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา


จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา
เป็นกรุงรัตนราชพระศาสนา       มหาดิเรกอันเลิศล้น
เป็นที่ปรากฏรจนา                   สรรเสริญอยุธยาทุกแห่งหน
ทุกบุรีสีมามณฑล                   จบสกลลูกค้าวานิช
ทุกประเทศสิบสองภาษา          ย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาเป็นอัคคนิษฐ์
ประชาราษฎร์ปราศจากภัยพิศม์  ทั้งความพิกลจริตแลความทุกข์
ฝ่ายองค์พระบรมราชา             ครองขันธสีมาเป็นสุข
ด้วยพระกฤษฎีกาทำนุก           จึงอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดี
เป็นที่อาศัยแก่มนุษย์ในใต้หล้า  เป็นที่อาศัยแก่เทวาทุกราศี
ทุกนิกรนรชนมนตรี                คหบดีพราหมณพฤฒา
ประดุจดั่งศาลาอาศัย              ดั่งหนึ่งร่มพระไทรอันสาขา
ประดุจหนึ่งแม่น้ำพระคงคา       เป็นที่สิเนหาเมื่อกันดาร
ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพ       อาจปราบไพรีทุกทิศาน
ทุกประเทศเขตขันธบันดาล      แต่งเครื่องบรรณาการมานอบนบ
กรุงศรีอยุธยานั้นสมบูรณ์         เพิ่มพูนด้วยพระเกียรติยศขจรจบ
อุดมบรมสุขทั้งแผ่นภพ           จนคำรบศักราชได้สองพัน
คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย         จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น
ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์   จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ
คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพท     อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล      เกิดนิมิตพิสดารทุกบ้านเมือง
พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก  อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง             ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร
พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี         พระกาลกุลีจะเข้ามาเป็นไส้
พระธรณีจะตีอกไห้                 อกพระกาลจะไหม้อยู่เกรียมกรม
ในลักษณะทำนายไว้บ่อห่อนผิด  เมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม
มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม      มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ
ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสารพัด      เกิดวิบัตินานาทั่วสากล
เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา        จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล
สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชน              มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก
ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว              คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูนัก                  จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ             นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย            น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า                เพราะจัณฑาลมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศิลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์        เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา
พระมหากษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาท  ประเทศราชจะเสื่อมซึ่งยศถา
อาสัจจะเลื่องลือชา                 พระธรรมาจะตกลึกลับ
ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาญ              จะสาบสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ
ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์           สัปบุรุษจะอับซึ่งน้ำใจ
ทั้งอยุศฆ์จะถอยเคลื่อนจากเดือนปี  ประเวณีจะแปรปรวนตามวิสัย
ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไป           ผลหมากรากไม้จะถอยรส
ทั้งแพทย์พรรณว่านยาก็อาเพด   เคยเป็นคุณวิเศษก็เสื่อมหมด
จวงจันทร์พรรณไม้อันหอมรส     จะถอยถดไปตามประเพณี
ทั้งข้าวก็จะยากหมากจะแพง       สารพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่
จะบังเกิดทรพิษมิคสัญญี           ฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน
กรุงประเทศราชธานี                 จะเกิดการกุลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล         จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย
จะร้อนอกสมณาประชาราษฎร์    จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย            ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ
ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบก         เวียงวังจะรกเป็นป่าเสือ
แต่สิงห์สาระสัตว์เนื้อเบื้อ           นั้นจะหลงเหลือในแผ่นดิน
ทั้งผู้คนสารพัดสัตว์ทั้งหลาย       จะสาบสูญล้มตายเสียหมดสิ้น
ด้วยพระกาลจะมาผลาญแผ่นดิน  จะสูญสิ้นการณรงค์สงคราม
กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว           จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจบคำรบปีเดือนคืนยาม         จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข             แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์        นับวันจะเสื่อมสูญ เอย


****จะสิ้นนามศักราชห้าพัน**** ตรงนี้เป็นที่มาที่หลายคนเคยได้ยินว่าพุทธศาสนาจะสิ้นสุดในปีพุทธศักราช 5,000

ที่มา

http://www.oknation.net/
http://www.thaipoet.net

เฉลยนะครับ ประโยคที่ว่า "กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม" หมายถึง ยุคที่มีความวิปริตผิดปรกติ กระเบื้องซึ่งมีน้ำหนักมาก ปรกติจะจมน้ำ กลับลอยน้ำได้ เปรียบเหมือนคนชั่วที่เฟื่องฟู คือได้ดี และเป็นแบบอย่างให้คนชั่วอื่นๆ ทำชั่วตาม ส่วนลูกน้ำเต้าแห้งซึ่งปรกติลอยน้ำได้ กลับจมน้ำลงไป เปรียบได้กับคนดีที่กลับตกต่ำ นอกจากไม่เป็นที่สนใจของสังคมแล้ว ยังถูกคนชั่วรังแกเอา เช่น ในข่าวโทรทัศน์มีแต่ภาพและข่าวของคนชั่วทำผิดกฎหมายอยู่เต็มจอ แต่ก็ไม่สามารถเอาตัวมาลงโทษได้ คนดีได้แต่ท้อแท้


ต่อไปเป็นการวิจารณ์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ


ต่อไปนี้เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวิจารณ์เพลงยาวเรื่องนี้ไว้
“พิจารณาเนื้อความตามที่กล่าวในเพลงยาวบทนี้ มีคำพยากรณ์มาแต่ก่อน ว่ากรุงศรีอยุธยาจะสมบูรณ์พูลสุขเป็นอย่างเลิศล้นจนศักราชได้ ๒,๐๐๐ ปี พ้นนั้นไปจะ “เกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์ ๑๖ ประการ” “เหตุด้วยพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทศพิธราชธรรม” บ้านเมืองก็จะมีเภทภัยต่างๆ ที่สุดถึงฆ่าฟันกันตาย จนกรุงศรีอยุธยาสูญไปตลอดอายุพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี ว่ามีคำพยากรณ์อยู่แล้วดังกล่าวมานี้ มาในสมัยหนึ่งเมื่อกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีอยู่นั้น ผู้แต่งเพลงยาวบทนี้สังเกตเห็นเกิดวิปริตต่างๆ ตาม “ในลักษณทำนายไว้บ่อห่อนผิด เมื่อวินิจพิศดูก็เห็นสม” เกรงว่าจะเข้ายุคเข็ญตามคำพยากรณ์ จึงแต่งเพลงยาวบทนี้ด้วยความอาลัยกรุงศรีอยุธยาลงท้ายว่า
“กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์ นับวันแต่จะเสื่อมสูญเอย”

ตามความในเพลงยาวพึงเห็นได้ว่าผู้แต่งเพลงยาวบทนี้เป็นแต่อ้างตามคำพยากรณ์ที่มีอยู่แล้ว หาได้เป็นผู้พยากรณ์ไม่ จึงเกิดปัญหาเป็นข้อต้น ว่าใครเป็นผู้พยากรณ์ วิสัชนาข้อนี้มีเค้าเงื่อนอยู่ในหนังสือเก่าเรียกว่า “มหาสุบินชาดก” (ซึ่งหอพระสมุดพิมพ์ไว้ในหนังสือนิบาตชาดก เล่ม ๒ หน้า ๑๗๒) เนื้อความในชาดกนั้น ว่าคืนหนึ่งพระเจ้าปะเสนทิ ซึ่งครองประเทศโกศลอยู่ เมืองสาวัตถี เป็นราชธานีทรงพระสุบินนิมิตอย่างแปลกประหลาด ๑๖ ข้อ (จำนวนตรงกันกับในเพลงยาว) เกิดหวาดหวั่นพระราชหฤทัยตรัสให้พวกพราหมณ์พยากรณ์ พวกพราหมณ์ว่าพระสุบินนั้นร้ายนัก เป็นนิมิตที่จะเกิดภัยอันตรายใหญ่หลวงทูลแนะนำให้ทำพิธีบูชายัญป้องกันภยันตราย แต่นางมัลลิกามเหสีเห็นว่าพิธีบูชายัญนั้น ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะกลัวเป็นบาปกรรม ทูลขอให้พระเจ้าปะเสนทิไปทูลถามพระพุทธเจ้าให้ทรงพยากรณ์เสียก่อน เมื่อพระเจ้าปะเสนทิไปทูลถามพระพุทธองค์ตรัสตอบว่าพระสุบิน ๑๖ ข้อนั้นสังหรณ์เหตุร้ายจริงแต่เหตุร้ายเหล่านั้นจะยังไม่เกิดในรัชกาลของพระเจ้าปะเสนทิและในพุทธกาล จะเกิดต่อเบื้องหน้าเมื่อพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในราชธรรมและมนุษย์ทั้งหลายทิ้งกุศลสุจริตจึงจะถึงยุคเข็ญ นิมิตร้ายในพระสุบินหามีภัยอันตรายแก่พระองค์อย่างไรไม่ พระเจ้าปะเสนทิได้ทรงฟังพระพุทธฎีกาก็สิ้นพระวิตก ทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์นิมิต ๑๖ ข้อนั้นต่อไป พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ทีละข้อ แต่จะคัดพุทธพยากรณ์มาแสดงโดยพิสดารจะยืดยาวนัก จะกล่าวแต่ ๒ ข้อซึ่งใกล้อย่างยิ่งกับที่กล่าวในเพลงยาวว่า
“กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม”
ในพระสุบินข้อ ๑๒ ว่าพระเจ้าปะเสนทิทอดพระเนตรเห็น “น้ำเต้าเปล่า” (คือที่รวงเอาเยื่อข้างในออกเหลือแต่เปลือกสำหรับใช้ตักน้ำ) อันลอยน้ำเป็นธรรมดากลับจมลงไปอยู่กับพื้นที่ข้างใต้น้ำ ข้อนี้พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า เมื่อถึงยุคเข็ญนั้นพระมหากษัตริย์จะชุบเลี้ยงคนแต่เสเพลเปรียบเหมือนลูกน้ำเต้าเปล่าอันได้แต่ลอยตามสายน้ำ ตั้งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการ เปรียบดังน้ำเต้าเปล่าจมลงไปเป็นภาคพื้นใต้น้ำ
ในพระสุบินข้อ ๑๓ ว่า พระเจ้าปะเสนทิได้ทอดพระเนตรเห็นหินก้อนใหญ่สักเท่าเรือน (ในเพลงยาวว่ากระเบื้อง) ลอยขึ้นมาอยู่บนหลังน้ำ พุทธพยากรณ์ข้อนี้ก็อย่างเดียวกับข้อก่อนแต่กลับกันว่าผู้ทรงคุณเป็นหลักฐานมั่นคง เปรียบเหมือนหินดานที่เป็นพื้นของลำน้ำ เมื่อถึงยุคเข็ญจะสิ้นวาสนาต้องเที่ยวซัดเซเร่ร่อน เปรียบเหมือนกับหินกลับลอยตามกระแสน้ำ
นอกจาก ๒ ข้อนี้เหตุร้ายต่าง ๆ ที่ในพุทธพยากรณ์ว่าจะเกิดในยุคเข็ญก็เป็นเค้าเดียวกับที่กล่าวในเพลงยาว เห็นได้ชัดว่าผู้แต่งคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาเอาความในมหาสุบินชาดกมาแต่ง แต่มีผิดกันเป็นข้อสำคัญอยู่ ๒ แห่ง แห่ง ๑ ในมหาสุบินชาดก พระพุทธเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์ว่ายุคเข็ญนั้นจะเกิดในประเทศใด เป็นแต่ว่าเกิดเพราะพระราชาไม่อยู่ในราชธรรม แต่ในคำพยากรณ์เจาะจงว่าจะเกิด ณ กรุงศรีอยุธยาอีกแห่ง ๑ ในพระพุทธพยากรณ์มิได้กล่าวว่ายุคเข็ญจะเกิดเมื่อใด เป็นแต่ว่ายังอีกช้านานในภายหน้า แต่ในคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาอ้างว่าจะเกิดยุคเข็ญ เมื่อศักราชได้ ๒,๐๐๐ ปี จึงเป็นปัญหาเกิดขึ้นอีกข้อ ๑ ว่า “ศักราชอันใด” ถ้าหมายว่าพุทธศักราช กรุงศรีอยุธยาสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ครบ ๒,๐๐๐ ปี ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ กรุงศรีอยุธยาก็จะสมบูรณ์พูลสุขอยู่เพียง ๑๐๗ ปี แล้วก็เข้ายุคเข็ญมาก่อนแต่งเพลงยาวบทนี้ตั้ง ๑๐๐ ปีแล้ว ที่ผู้แต่งเพลงยาวเพิ่งหวั่นหวาดว่าจะถึงยุคเข็ญก็ส่อให้เห็นว่ามิใช่พุทธศักราช หรือจะหมายว่ามหาศักราช ซึ่งตั้งภายหลังพุทธศักราช ๖๒๑ ปี ถ้าเช่นนั้นเมื่อคำนวณดูใน พ.ศ. ๒๔๗๙ (ปีที่เขียนคำวิจารณ์) นี้มหาศักราชได้ ๑,๘๕๘ ปี ยังอีก ๑๔๒ ปี จึงจะครบ ๒,๐๐๐ ปี เข้าเขตยุคเข็ญที่พยากรณ์ ถ้าหมายความว่าจุลศักราชยังยิ่งช้าออกไปอีกมาก เพราะจุลศักราชตั้งภายหลังพุทธศักราชถึง ๑,๑๘๑ ปีต่ออีก ๗๐๒ ปี (พ.ศ. ๓๑๘๑) จุลศักราชจึงจะครบ ๒,๐๐๐ ศักราช ๒,๐๐๐ ที่บอกไว้ดูไม่เข้ากับเรื่องที่กล่าวในเพลงยาวทีเดียว ชวนให้สงสัยต่อไปถึงข้อที่อ้างว่ามีคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาอยู่แต่ก่อน ที่จริงน่าจะเป็นด้วยคนชอบเอาพุทธพยากรณ์ในมหาสุบินชาดกมาเปรียบในเวลาเมื่อเห็นอะไรวิปริตผิดนิยม เกิดเป็นภาษิตก่อนแล้วจึงเลยเลือนไปเข้าใจกันว่าเป็นคำพยากรณ์ สำหรับพระนครศรีอยุธยา ผู้แต่งเพลงยาวนี้ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม หรือมิใช่พระเจ้าแผ่นดินก็ตามน่าจะปรารภความวิปริตอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยนั้น จึ่งแต่งเพลงยาวนี้ด้วยกลุ้มใจ บางทีจะเอาศักราช ๒,๐๐๐ อันตั้งใจว่าจุลศักราชเขียนลงเพื่อจะมิให้คนทั้งหลายตกใจว่าถึงยุคเข็ญแล้วเมื่อเวลาแต่งเพลงยาวนั้น เห็นจะมิใคร่มีใครถือว่าสลักสำคัญมาจนเมื่อเสียพระนครศรีอยุธยา จึงเกิดเห็นสมดังพยากรณ์ เพลงยาวบทนี้ก็เลยศักดิ์สิทธิ์ขึ้น พวกไทยที่ตกไปเมืองพม่าก็เห็นเช่นนั้นจึงเอาไปอ้างอวดพม่าว่าพระเจ้าเสือทรงสามารถเห็นการในอนาคตห่างไกล ฝ่ายพวกไทยที่อยู่ในประเทศสยามเมื่อเห็นพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองร้าง ก็เห็นว่าสมคำพยากรณ์เช่นเดียวกันโดยมาก ที่เรียกเพลงยาวบทนี้ว่า “เพลงยาวพุทธทำนาย” ก็มีจำกันได้แพร่หลายแต่คนละเล็กละน้อย ดูเหมือนจำได้โดยมากแต่ตรงว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม” ครั้นเมื่อถามข้าราชการครั้งกรุงศรีอยุธยาที่ยังมีตัวอยู่ (เข้าใจว่าเมื่อแรกสร้างพระนครอมรรัตนโกสินทร์) ในรัชกาลที่ ๑ ถึงแผนที่พระนครศรีอยุธยา มีผู้จำเพลงยาวพยากรณ์นี้ได้ตลอดบท (อย่างกะพร่องกะแพร่ง) จึงให้จดลงไว้ข้างต้นสมุดเรื่องกรุงศรีอยุธยาสันนิษฐานว่า เรื่องตำนานของเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาจะเป็นดังกล่าวมา”
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นบทกลอนทำนายตามแบบอย่างมหาสุบินชาดกและนิทาน"พระยาปัถเวน(ปเสนทิโกศล)ทำนายฝัน อันเก่าแก่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุบินนิมิตร 16 ประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล และได้ทูลถามคำพยากรณ์จากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา นี้ นำมาจากหนังสือ"อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา" โดยมหาอำมาตย์โท พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา อุปนายกราชบัณฑิตยสภา แพนกโบราณคดี พิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีทรงบวงสรวงอดีตมหาราชเจ้า ที่พระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2469 สันนิษฐานว่าเพลงยาวนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่นักวิชาการยังไม่อาจสรุปแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง แม้ในตอนท้ายของบทกลอนได้บันทึกกำกับไว้ว่า "พระนารายณ์เป็นเจ้านพบุรีทำนาย..." หากว่าเป็นจริงตามนั้น "พระนารายณ์" ก็หมายถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วน"นพบุรี"คือเมืองลพบุรี
แต่ในหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” กล่าวว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระพุทธเจ้าเสือ มีเนื้อความสั้นกว่าและปรากฏความเป็นร้อยแก้ว ซึ่งสันนิษฐานเพิ่มเติมได้อีกว่า อาจถูกแต่งเพื่อใช้ทำลายขวัญ และเป็นเหตุผลทางการเมืองเพราะบทกลอนดังกล่าวมีเนื้อความคล้ายกับร่ายของพระเจ้าสุริเยนทราธิบดีหรือพระเจ้าเสือ ที่ทรงประพันธ์ขึ้นมาเพื่อเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางด้านจิตวิทยา ทางการเมืองในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมาผู้นำในสมัยรัตนโกสินทร์ก็สามารถใช้ประโยชน์จากบทกลอนดังกล่าวมาอธิบายเหตุการณ์การเสียกรุงศรีอยุธยา โดยมีเป้าหมายในทางการเมือง

Tuesday, July 30, 2013

ขาดทุนคือกำไร


ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้"..
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

ที่มา
chaba2550

พระราชดำรัสเรื่องนี้ ถ้าคุณผู้อ่านไม่เข้าใจพระราชดำรัสเรื่องที่แล้ว(ทำแบบคนจน) เรื่องนี้เข้าใจยากยิ่งกว่าอีกครับ แต่ถ้าผู้อ่านเป็นคนยุคเก่า ยุคที่ความเจริญยังไม่เข้าคงเข้าใจได้ไม่ยากเพระเนื้อหาของพระราชดำรัสนี้คล้ายเรื่องการทำทานของพระพุทธศาสนาที่สอนให้เรารู้จักแบ่งปัน(คือขาดทุน) ซึ่งเราจะได้หลายสิ่งกลับมาที่อาจะไม่ได้ในรูปของวัตถุ(คือกำไร)  เมื่อผมได้ฟังพระราชดำรัสนี้พอได้ยินท่านพูดถึงนักเศรษฐกิจว่าไม่เข้าใจเรื่องนี้มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเจริญกับพุทธศาสนามันแทบจะสวนทางกันอย่างชัดเจน 
  เมื่อคุณผู้่อ่านได้อ่านพระราชดำรัสจนจบแล้วลองพิจารณาดูนะครับว่าจะเดินชีวิตอย่างไรต่อ ระหว่างเลือกที่จะให้พัฒนาประเทศตามแบบท่านผู้นำประเทศของเราในหลายๆสมัย หรือ เลือกทำแบบคนจนแบบในหลวง

ทำแบบคนจน




"แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขาเราก็ท­ำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่าง­มาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่าง­มาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต­่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึ­งหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี­" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เ­ราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ"

พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534

ที่มา
chaba2550

จะเห็นได้ว่าในหลวงท่านไม่ได้ต้องการให้เราเป็นประเทศที่จริญก้าวหน้ามีอุตสาหกรรมสูงแต่ต้องการให้เราอยู่แบบเรียบง่ายมีอะไรก็ช่วยเหลือกันตามแบบวิถีการใช้ชีวิตแบบชนบท ให้อยู่ได้แบบไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินใคร เพราะทรงเห็นว่าประเทศที่ก้าวหน้ามีแต่จะถอยหลังอย่างน่ากลัว(พูดถึงตรงนี้หลายคนอาจจะไม่เข้าใจแต่ลองดูว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองอุตสาหกรรมนั้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับชีวิตคนไทยสมัยก่อน  เรื่องนี้คนที่ผ่านโลกมามากคงจะเข้าใจ)

พักผ่อนฟังเพลงเพื่อนบ้าน(ลาว)ของเรากันครับ


เนื่องจากช่วงนี้ไม่มีข่าวไหนน่าสนใจให้ลงนอกจากเรื่องน้ำมันรั่ว ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรีบจัดการให้เร็วที่สุดก็เลยหาเพลงฟังสบายๆมาให้ฟังกัน เพลงนี้ชื่อเพลงสาวเชียงขวาง(แต่ถ้าอ่านแบบบ้านเค้าจะอ่านว่าสาวเซียงขวง)

Monday, July 29, 2013

คติ-คำสอนของชาวอินเดียนแดง



คติ Native American Proverbs คติพวกอินเดียนแดงพวกนี้ นำมาจากที่ โพสต์ไว้ที่ www.cowboythai.com

บัญญัติ 10 ประการของอินเดียนแดง


จงปฎิบัติต่อโลกและสิ่งที่อยู่บนโลกทุกชนิดด้วยความเคารพ

จงใกล้ชิดจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา

ให้ความเคารพสูงสุดต่อเพื่อนร่วมโลก

ทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

ให้ความช่วยเหลือและเมตตาต่อทุกแห่งที่มีผู้ต้องการ

ทำในสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง

ดูแลความอยู่ดีของจิตใจและร่างกายเสมอ

อุทิศความพยายามของคุณเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

จงจริงใจและซื่อสัตย์ตลอดเวลา

รับผิดชอบการกระทำของตัวเองทุกประการ



When you were born, you cried and the world rejoiced. Live your life so that when you die, the world cries and you rejoice.
-Cherokee

เมื่อเจ้าเกิด เจ้าร้องไห้และโลกดีใจ จงมีชีวิตอยู่ในแบบที่เมื่อเจ้าตาย โลกร้องไห้และเจ้าดีใจ
-คติพวกเชโรกี

Don't let yesterday use up too much of today.
-Cherokee

อย่าให้เมื่อวานนี้มาทำให้เสียเวลาของวันนี้มากเกินไป
-คติพวกเชโรกี

(คติ นี้ คล้ายกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านพุทธทาสแปลออกมาให้เข้าใจง่ายๆ ตอนหนึ่งว่า "เมื่อวานนี้เป็นของผี พรุ่งนี้เป็นของเทวดา วันนี้เป็นของคน" คือสอนว่า อย่าไปมัวแต่คิดถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จงรีบทำสิ่งที่ควรทำในขณะนี้ให้ดีที่สุด)


It is less of a problem to be poor, than to be dishonest.
-Anishinabe

การเกิดมายากจน มีปัญหาน้อยกว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์
-คติเผ่า อานิชินาเบ(อ่านถูกหรือเปล่าไม่รู้นะ)

Do not judge your neighbor until you walk two moons in his moccasins.
-Cheyenne

จงอย่ารีบประเมินเพื่อนบ้านของเจ้า จนกว่าเจ้าได้ใส่รองเท้าของเขาเดินแล้วสองคืน
-คติพวกไชแอน คงแปลว่าอย่าดูถูกหรือรีบประเมินเพื่อนบ้านก่อนได้รู้จักเขาดีพอควรแล้ว

A brave man dies but once, a coward many times.
-Iowa

คนกล้าตายครั้งเดียว คนขี้ขลาดตายหลายครั้ง
-คติคนเผ่าไอโอวา

Seek wisdom, not knowledge. Knowledge is of the past, Wisdom is of the future.
-Lumbee

จงแสวงหาปัญญา ไม่ใช่ความรู้ ความรู้เป็นของอดีต แต่ปัญญาคืออนาคต
-คติเผ่าลุมบี

A good chief gives, he does not take.
-Mohawk

หัวหน้าที่ดีคือผู้ให้ เขาไม่เอาสิ่งของของผู้อื่น
-คติพวกโมฮอก

Remember that your children are not your own, but are lent to you by the Creator.
-Mohawk

จงจำไว้ว่าลูกๆ ของเจ้า หาใช่ลูกที่แท้จริงของเจ้าไม่ แต่เป็นสิ่งที่พระผู้สร้างให้เจ้ายืม
-คติพวกโมฮอก คงสอนให้อย่ายึดติดกับลูกหลานมากเกินไป เพราะวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องจากพ่อแม่ไปมีครอบครัวของเขาเอง

Beware of the man who does not talk, and the dog that does not bark.
-Cheyenne

จงระวังคนที่ไม่พูด และสุนัขที่ไม่เห่า
-คติพวกไชแอน

A danger foreseen is half-avoided.
-Cheyenne

อันตรายที่มองเห็นล่วงหน้า ก็เท่ากับว่าหลีกเลี่ยงได้ครึ่งหนึ่ง
-คติพวกไชแอน

All who have died are equal.
-Comanche

คนที่ตายแล้วทุกคนต่างก็เท่าเทียมกัน
-คติโคมานเช่




หลักการดำเนินชีวิตของอินเดียนเผ่าลาโกต้า 
เพื่อนเอ๋ย... จงจำไว้... น่ะเพื่อน
เมื่อทำอะไรก็ตาม ในชีวิตเจ้า
จงทำให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้
ด้วยพลังรวมจากทั้งหัวใจและจิตวิญญาณ
และเมื่อเพื่อนทำด้วยพลังทั้งหมด ดังกล่าวมาแล้ว
พลังอำนาจแห่งจักรวาล
จะไหลหลั่งมาเกื้อกูล หนุนช่วยเหลือเจ้า
ถ้าหัวใจและจิตวิญญาณเพื่อนได้ผนึกหลอมรวมเป็นเอกภาพ
เมื่อเพื่อนเป็นส่วนหนึ่งของ กงล้อมนุษยชาติ
เจ้าก็จะต้องมีความรับผิดชอบ
เพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ล้วนเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน
เมื่อชีวิตหนึ่งบาดเจ็บ ที่เหลือทั้งหมดก็เจ็บปวดอาดูร
เมื่อเทิดทูน ปูนบำเหน็จให้แก่ชีวิตหนึ่ง
ทั้งหมดที่เหลือก็ได้รับเกียรติยศเชิดชูนับถือ
และไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร
ย่อมส่งผลกระทบ สะเทือนไปถึงทุกอนูแห่งจักรวาล
และถ้าเพื่อนทำด้วยพลังทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว
ถ้าเจ้ารวมพลังหัวใจและจิตวิญญาณเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง
จนผนึกเป็นเอกภาพ หนึ่งเดียว
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว—ไม่ว่าเจ้าจะอ้อนวอน ร้องขอสิ่งใด
นั่นแหละ คือวิถีทาง ที่นำไปสู่ความเป็นจริงได้
สมดั่งที่เจ้าวิงวอนปรารถนา




นิทานอินเดียนแดง


ครั้งหนึ่ง โลกก็คือมนุษย์ ที่ผู้เฒ่าสร้างขึ้นจากผู้หญิง

“เจ้าจะเป็นแม่ของผู้คนทั้งหลาย” ผู้เฒ่าประกาศ

ทุกวันนี้ โลกยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เปลี่ยนแปลงไป ดินเป็นเนื้อหนังของนาง หินเป็นกระดูกของนาง ลมเป็นลมหายใจของนาง ต้นไม้และต้นหญ้าเป็นเส้นผมของนาง นางทอดตัวลง และเราอาศัยอยู่บนเรือนกายของนาง

(ตำนานของชนเผ่าโอคาโนแกน)



ก่อนการมาถึงของคนขาว แผ่นดินอเมริกาเคยมีชนเผ่าพื้นเมืองดำรงอยู่อย่างสงบ ก่อนจะถูกกวาดล้าง ขับไล่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อที่ชาวผิวขาวผู้ถือตนว่าเป็นผู้มีอารยธรรมสูงส่งกว่า ได้เข้าครอบครองผืนแผ่นดินอันเต็มไปด้วยทรัพยากรอันมิอาจประมาณค่า

เช่นนั้นแล้ว จะแปลกอะไร หากผู้ถือครองปืนกล เรือรบ อาวุธเหล็กกล้าอันแข็งแกร่ง ทั้งกระเหี้ยนกระหือรืออย่างยิ่งยวดในการสั่งสมความร่ำรวย กระหายอำนาจ ปรารถนาสิทธิในการถือครองแม่น้ำ หินแร่ ทุ่งข้าว สัตว์ป่า พืชพรรณนานา จักไร้ความปราณีต่อชนพื้นเมืองผู้ตั้งถิ่นฐานอยู่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเหล่านั้น

จะแปลกอะไร หากชนพื้นเมืองที่ถูกมองว่าป่าเถื่อน โง่เขลา จะโดนต้อนเหมือนสัตว์ป่า ถูกไล่ล่า ขับไส ออกจากผืนแผ่นดินที่พวกเขาดำรงอยู่มาช้านาน

ถูกขับไสและถูกเอ่ยอ้างทวงคืนผืนดิน ผืนน้ำ โดยที่พวกเขาไม่มีวันทำความเข้าใจได้เลยตราบจนชั่วชีวิตว่า เพราะเหตุใด อาคันตุกะผู้มีผิวซีดขาวและเรียกพวกเขาว่า คนผิวแดง จึงคิดว่า ‘มนุษย์’ มีสิทธิซื้อขายแผ่นดิน แม่น้ำ สายลม สัตว์ป่า

เหตุใดคนขาวจึงขีดเส้นแบ่งเขตแดนและกำหนดว่า คนผิวแดงมีหรือไม่มีสิทธิในการใช้ชีวิตบนแผ่นดินนี้ เหตุใดคนขาวจึงเทิดทูนแผ่นกระดาษและเศษโลหะที่พวกเขาเรียกมันว่า เงินตรา





ชาวอินเดียนแดงไม่อาจทำความเข้าใจในวิถีของคนขาว เพราะพวกเขาใช้ชีวิตที่ผ่านมาโดยไม่เคยต้องซื้อขายสิ่งใด ธรรมชาติมอบให้แก่เขาอย่างพอเหมาะแก่ความต้องการ และพวกเขาไม่เคยคิดถือครองแม่น้ำ ภูเขา ผืนดิน เช่นคนขาว เพราะชาวอินเดียนแดงให้ความเคารพต่อสิ่งเหล่านั้น ประดุจบิดามารดาของตน
แล้วเพราะเหตุใด คนขาวจึงคิดว่า 'เศษโลหะ' มีค่า มีความสำคัญกว่าผืนดินอันเปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดมนุษย์ทุกผู้นาม

บุตรจักซื้อขายบิดา มารดา ของตนได้อย่างไร?


สำหรับชาวอินเดียนแดงแล้ว ผืนแผ่นดิน สายลม สายน้ำ จึงมิอาจซื้อขาย เพราะไม่มีสิ่งใดเทียมค่าได้

มันเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแสนนาน นับแต่เมื่อครั้งมหาอำนาจสหรัฐอเมริกายังไม่กินพื้นที่ใหญ่โตบนแผนที่โลก

เป็นเรื่องราวเก่าแก่ที่ถูกหลงลืม

ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่ยังถูกเล่าขาน ผ่านนิทานชนเผ่าของพวกเขา นั่นคือวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของบรรพบุรุษชาวอินเดียนที่ไม่เคยคิดแข็งกร้าว เหิมเกริมถือว่าตนมีสิทธิ์เทียบเท่าฟ้าและดิน




ตำนานของชนเผ่าอินเดียนแดงใน ‘แผ่นดินบนหลังเต่า’ หนังสือเล่มเล็กๆ นี้ จึงมีเนื้อหาที่มากด้วยความเคารพและถ่อมตนอย่างที่สุด เท่าที่มนุษย์ผู้ทรงปัญญาจะสามารถทำได้ ตำนานนับแต่ครั้งเก่าก่อน ทำให้รู้ว่า พวกเขาทรงปัญญา แต่ไร้ซึ่งความอหังการต่ออำนาจของธรรมชาติ

เช่นนี้แล้ว ชาวอินเดียนแดงจึงคู่ควรกับคำว่า ‘ผู้มีอารยะ’ ยิ่งกว่าชนผู้รุกรานเผ่าพันธุ์ของพวกเขา มากมายนัก...แม้ในวันที่พวกเขายอมรับความพ่ายแพ้ต่อคนขาวอย่างสิ้นเชิง

................

ตัวหนอนบนกองหนังสือ

-หมายเหตุ
‘แผ่นดินบนหลังเต่า เรื่องเล่าของชนเผ่าอินเดียน’
แปลและรวบรวมจากภาษาอังกฤษโดย ไกรวรรณ สีดาฟอง
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโกมลคีมทอง

และผู้เขียนบทความ ขอขอบคุณแรงบันดาลใจจากหนังสือ ‘ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป’

-ภาพประกอบบทความจากอินเทอร์เน็ต
ที่มา
www.prachathon.org